วิธีใช้เครื่องคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกัน
เครื่องคำนวณนี้ช่วยประเมินว่าเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไปในแต่ละปีนำไปลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่
- กรอกรายได้จากเงินเดือนทั้งปีรวมโบนัส ระบบจะหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนส่วนตัว และเงินสมทบประกันสังคมให้อัตโนมัติเพื่อหาเงินได้สุทธิ
- กรอกเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป เบี้ยประกันสุขภาพ และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่จ่ายจริงในปีนั้น
ระบบจะคำนวณยอดลดหย่อนแต่ละประเภทตามเพดานที่กำหนด แล้วรวมเป็นยอดลดหย่อนทั้งหมด พร้อมประเมินว่า ภาษีทั้งปีก่อนและหลังลดหย่อนประกันต่างกันเท่าไหร่
ถ้าต้องการดูภาษีที่ถูกหักจากเงินเดือนแต่ละเดือน ใช้เครื่องคำนวณเงินเดือนสุทธิถ้ามีค่าลดหย่อนอื่นด้วย ดูภาษีทั้งปีได้ที่เครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ประกันชีวิตและประกันสุขภาพลดหย่อนได้เท่าไหร่
- เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด ฿100,000.00 ต่อปี
- เบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนได้แยกต่างหากอีกไม่เกิน ฿25,000.00
- ทั้งสองส่วนนี้เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินเพดานรวมที่฿100,000.00 ต่อปี
หมายความว่าถ้าจ่ายเบี้ยประกันชีวิตเต็มเพดานอยู่แล้ว ส่วนของประกันสุขภาพอาจลดหย่อนเพิ่มไม่ได้เต็มเพดาน ของตัวเองหากรวมกันแล้วชนเพดานรวมก่อน ควรวางแผนซื้อทั้งสองประเภทโดยดูยอดรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ดูทีละตัวแยกกัน
ประกันบำนาญต่างจากประกันชีวิตทั่วไปอย่างไร
ประกันชีวิตแบบบำนาญมีเพดานลดหย่อนแยกต่างหาก คิดเป็นไม่เกิน 15% ของเงินได้ในปีนั้น และไม่เกิน ฿200,000.00 ต่อปี แล้วแต่ว่าจำนวนไหนต่ำกว่ากัน นอกจากนี้ยอดลดหย่อนจากประกันบำนาญยังถูกนับรวมอยู่ในเพดานใหญ่ร่วมกับ เงินออมเพื่อการเกษียณประเภทอื่น (เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ RMF) ซึ่งรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน฿500,000.00 ต่อปี คนที่มีรายได้ไม่สูงมากอาจพบว่า เพดาน % ของเงินได้เป็นตัวจำกัดที่แคบกว่าเพดานบาทเสียอีก จึงควรคำนวณทั้งสองแบบเทียบกันก่อนตัดสินใจซื้อ
วางแผนซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่า
การซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีควรเริ่มจากความคุ้มครองที่จำเป็นจริงก่อน แล้วค่อยพิจารณาสิทธิประโยชน์ ทางภาษีเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่ซื้อเพราะอยากลดหย่อนภาษีเพียงอย่างเดียวจนได้ความคุ้มครองที่ไม่ตรงความต้องการ
คนที่มีรายได้อยู่ในช่วงอัตราภาษีสูงจะได้ประโยชน์ทางภาษีต่อบาทที่จ่ายไปมากกว่าคนที่มีรายได้น้อย เพราะยอดลดหย่อนไปลดเงินได้ในขั้นบันไดที่อัตราสูงที่สุดของแต่ละคนก่อน ส่วนคนที่เงินได้สุทธิอยู่ในขั้นยกเว้นภาษี อยู่แล้ว ลดหย่อนเพิ่มก็ไม่ได้ภาษีคืน ก่อนตัดสินใจซื้อเพิ่มควรเช็คก่อนว่าใช้เพดานลดหย่อนแต่ละประเภทไปแล้วเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้จ่ายเบี้ยส่วนเกินเพดานโดยไม่จำเป็นหากเป้าหมายหลักคือการลดหย่อนภาษี
นอกจากนี้ควรทบทวนทุกปีด้วย เพราะรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละคนเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต เบี้ยประกันที่เหมาะสมของปีนี้อาจไม่ใช่จำนวนที่เหมาะสมที่สุดของปีหน้า การกลับมาคำนวณใหม่ทุกครั้งที่รายได้ เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ตัดสินใจซื้อหรือเพิ่มวงเงินประกันได้แม่นยำขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณลดหย่อนภาษีจากประกัน
สามกรณีนี้มีรายได้ต่างกันชัดเจน ดูได้ว่ายอดลดหย่อนเท่ากันอาจประหยัดภาษีได้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับขั้นภาษีของแต่ละคน
พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท ซื้อประกันสุขภาพ
เงินได้สุทธิยังอยู่ในขั้นที่ได้รับยกเว้นภาษี การลดหย่อนเพิ่มจึงไม่ทำให้ภาษีลดลง แต่ยังได้ความคุ้มครองเต็มตามกรมธรรม์
- รายได้จากเงินเดือนทั้งปี
- 300,000.00 บาท
- เงินได้สุทธิก่อนลดหย่อนประกัน (หักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนส่วนตัว และประกันสังคมแล้ว)
- 129,500.00 บาท
- ภาษีทั้งปีก่อนลดหย่อนประกัน
- 0.00 บาท
- ลดหย่อนประกันชีวิตและสุขภาพ (หลังใช้เพดาน)
- 12,000.00 บาท
- ลดหย่อนประกันบำนาญ (หลังใช้เพดาน)
- 0.00 บาท
- เงินได้สุทธิหลังลดหย่อนประกัน
- 117,500.00 บาท
- ภาษีทั้งปีหลังลดหย่อนประกัน
- 0.00 บาท
- ประหยัดภาษีได้
- 0.00 บาท
พนักงานรายได้ปีละ 600,000 บาท มีประกันครบสามแบบ
จ่ายเบี้ยประกันชีวิต 30,000 บาท ประกันสุขภาพ 15,000 บาท และประกันบำนาญ 50,000 บาท ทุกยอดอยู่ใต้เพดาน
- รายได้จากเงินเดือนทั้งปี
- 600,000.00 บาท
- เงินได้สุทธิก่อนลดหย่อนประกัน (หักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนส่วนตัว และประกันสังคมแล้ว)
- 429,500.00 บาท
- ภาษีทั้งปีก่อนลดหย่อนประกัน
- 20,450.00 บาท
- ลดหย่อนประกันชีวิตและสุขภาพ (หลังใช้เพดาน)
- 45,000.00 บาท
- ลดหย่อนประกันบำนาญ (หลังใช้เพดาน)
- 50,000.00 บาท
- เงินได้สุทธิหลังลดหย่อนประกัน
- 334,500.00 บาท
- ภาษีทั้งปีหลังลดหย่อนประกัน
- 10,950.00 บาท
- ประหยัดภาษีได้
- 9,500.00 บาท
ผู้บริหารรายได้ปีละ 1,800,000 บาท จ่ายเบี้ยเต็มเพดาน
จ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท ประกันสุขภาพ 25,000 บาท และประกันบำนาญ 200,000 บาท ส่วนของชีวิตกับสุขภาพชนเพดานรวม
- รายได้จากเงินเดือนทั้งปี
- 1,800,000.00 บาท
- เงินได้สุทธิก่อนลดหย่อนประกัน (หักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนส่วนตัว และประกันสังคมแล้ว)
- 1,629,500.00 บาท
- ภาษีทั้งปีก่อนลดหย่อนประกัน
- 272,375.00 บาท
- ลดหย่อนประกันชีวิตและสุขภาพ (หลังใช้เพดาน)
- 100,000.00 บาท
- ลดหย่อนประกันบำนาญ (หลังใช้เพดาน)
- 200,000.00 บาท
- เงินได้สุทธิหลังลดหย่อนประกัน
- 1,329,500.00 บาท
- ภาษีทั้งปีหลังลดหย่อนประกัน
- 197,375.00 บาท
- ประหยัดภาษีได้
- 75,000.00 บาท
ตารางเพดานลดหย่อนเบี้ยประกัน
เพดานลดหย่อนเบี้ยประกันแต่ละประเภทต่อปี ใช้ชุดเดียวกับที่เครื่องคำนวณใช้
| ประเภท | ลดหย่อนได้สูงสุด (บาท) |
|---|---|
| เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป | 100,000.00 |
| เบี้ยประกันสุขภาพ | 25,000.00 |
| ประกันชีวิตและสุขภาพรวมกัน | 100,000.00 |
| เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ | 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000.00 |
| เงินออมเพื่อเกษียณรวมทุกประเภท | 500,000.00 |
ยอดลดหย่อนนี้ใช้ตอนยื่นแบบภาษีเมื่อไหร่
ยอดลดหย่อนเบี้ยประกันที่คำนวณได้นี้ไม่ได้ยื่นแยกเป็นแบบของตัวเอง แต่เป็นหนึ่งในหลายรายการที่กรอกรวมกันตอน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ประจำปี ซึ่งเปิดให้ยื่นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป เลือกยื่นแบบ กระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ก็ได้ อย่าลืมเก็บใบเสร็จหรือหนังสือรับรองการ ชำระเบี้ยประกันไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นแบบด้วย กำหนดเวลาที่แน่นอนของแต่ละปีตรวจสอบได้ที่หน้ากำหนดเวลายื่นแบบของกรมสรรพากร
คำถามที่พบบ่อย
จ่ายเบี้ยประกันเกินเพดานที่ลดหย่อนได้ จะเสียเปล่าหรือไม่
ส่วนที่เกินเพดานจะนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้ แต่ความคุ้มครองจากกรมธรรม์ยังคงอยู่เต็มจำนวนตามสัญญา การจ่ายเบี้ยเกินเพดานจึงไม่ได้เสียประโยชน์ด้านความคุ้มครอง เพียงแต่ไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมในส่วนที่เกินเท่านั้น
ประกันบำนาญกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ใช้เพดานร่วมกันหรือไม่
ใช่ ประกันชีวิตแบบบำนาญถูกนับรวมอยู่ในเพดานเดียวกับเงินออมเพื่อเกษียณอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) หากซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไว้แล้วหลายตัว ต้องรวมยอดทั้งหมดดูว่าชนเพดานรวมหรือยัง
ตัวเลขประหยัดภาษีที่แสดงแม่นยำแค่ไหน
ระบบคิดภาษีทั้งปีสองรอบ รอบแรกยังไม่รวมลดหย่อนประกัน รอบที่สองหักลดหย่อนประกันแล้ว ส่วนต่างคือภาษีที่ประหยัดได้ ทั้งสองรอบหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนส่วนตัว และเงินสมทบประกันสังคมให้แล้ว ถ้าคุณมีค่าลดหย่อนอื่นอีก เช่น บุตรหรือดอกเบี้ยบ้าน เงินได้สุทธิจริงจะต่ำกว่านี้ และภาษีที่ประหยัดได้จริงอาจน้อยลง